ขอบฟ้าและดอกหญ้าบัว (ภาค 2)
ตอนที่ 16 คนมาทีหลังมักเจ็บปวดเสมอ
สายแล้ว ดอกหญ้าออกไปทำงานเป็นวันสุดท้าย ขอบฟ้าเดินขึ้นห้องนอนตัวเอง เริ่มเปิดโทรศัพท์ ไม่นานเสียงสัญญาณการฝากเบอร์โทรกลับก็ดังระรัวไม่ขาดสาย ขอบฟ้าหัวเราะหึๆ นับสี่ ห้า หก... สิบเจ็ด สิบแปด... มันก็ยังไม่หมดสักที เขาเลยปล่อยมันดังต่อไปอย่างนั้นและเดินเข้าห้องน้ำไป
อาบน้ำอาบท่าเสร็จเดินออกมาดูสัญญาณการฝากเบอร์โทรกลับก็มีมากถึง 46 สาย
“ขนาดนี้เลยเหรอ”
ขอบฟ้าว่าพลางหัวเราะ
กดดูเบอร์แต่ละเบอร์ที่โทรเข้ามา ของพ่อสองสาย ของปิงปองเจ็ดสาย ของวารุห้าสาย ของซอนย่าเยอะกว่าใครสิบห้าสาย ของเพื่อนคนอื่นๆ สิบสาย และเบอร์ที่ไม่รู้จักอีกเจ็ดสาย
ของพ่อมีเพียงสองสาย ท่านรู้ดีว่าถ้าเขาเปิดเครื่องเมื่อไหร่และได้เห็นว่ามีเบอร์ของพ่อโทรเข้ามา เขาจะรีบโทรกลับทันที แต่หากเขายังไม่โทรมาก็อย่าป่วยการโทรหาซ้ำเพราะนั่นแสดงว่าเขายังไม่ได้เปิดเครื่อง แต่นี่พ่อโทรหาถึงสองครั้งน่าจะมีเรื่องสำคัญ
ส่วนของดอกหญ้าไม่มีเลย ขอบฟ้าระบายลมหายใจยาว ผิดคาดไปเหมือนกัน เขาคิดว่าเธอน่าจะโทรเข้ามาบ้าง แต่ก็ดีแล้วล่ะ เด็กคนนี้ใจนิ่งมากขึ้นทุกวัน นึกย้อนถึงคืนวันที่เธอร้องไห้สะอื้นฟูมฟายเมื่อคราวที่เมาปวกเปียกจนเขาต้องแบกไปทิ้งไว้ในห้อง ความงอแง อ่อนแอ ความโหยหาที่สองมือเธอพยายามยื่นมาหาเขา เธอเจ็บร้าวเพียงใด ใยเขาจะไม่รู้ ยามนั้นเขาลำบากใจและหนักใจว่าเขาจะทำอย่างไรดี เขาหวั่นเกรงที่จะต้องรับมือกับความรู้สึกที่ท่วมท้นของเธอ ขณะเดียวกันก็ทุรนทุรายกับความรู้สึกของตัวเองที่หาทางออกไม่ได้ ไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร
แต่จู่ๆ เธอก็สลัดภาพเลียงผาน้อยจอมพยศมาเป็นเซียวเหล่งนึ่งผู้เยือกเย็นสงบได้อย่างน่าทึ่ง
ดีแล้วล่ะ ปัญหาต่อจากนี้น่าจะอยู่ที่เขาและเรื่องที่เขาก่อมันขึ้นมาเท่านั้นเอง
เขาเลือกโทรหาคนที่โทรเข้าหาเขาน้อยที่สุด พ่อออกจากบ้านแต่เช้า เมื่อรู้ว่าเขาโทรมาพ่อก็ดูดีใจไม่น้อย และต่อว่าเขานิดหน่อยที่ไม่รู้จักส่งข่าวคราวมาบ้าง และก็บอกข่าวฉาวที่เกิดขึ้น
เขาโทรหาวารุ และก็รู้รายละเอียดจากเธอมากขึ้นว่าเกิดอะไรบ้างในช่วงสองอาทิตย์ที่เขาหายไปอยู่กับชาวมอแกนบนเกาะห่างไกล
ปิงปองเป็นรายต่อไปที่แสดงความเห็นอกเห็นใจในข่าวที่ออกมา แต่น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดูเป็นปกติสักนิด แต่หากเป็นความเสแสร้งที่เธอทำไม่เนียนเลย เขารู้จักปิงปองดี หากจะให้เธอเป็นอย่างที่เคยเป็นเธอจะต้องโวยวาย ด่าเสียงขรม ปล่อยให้เขาหูชาสักครึ่งชั่วโมงจนสาแก่ใจ นั่นแหละ ตัวเธอ
ตอนคุยกันเขาถามเธอว่า ทำไมเธอดูแปลกๆ เธอถามว่าแปลกยังไง เขาตอบเธอว่า ปกติเธอจะต้องเอะอะโวยวาย แสดงความหึงหวงนี่
ปิงปองหัวเราะ ได้แต่เอ่อ อ่า แทนคำตอบ
“แต่ฉันเห็นใจเธอจริงๆ นะ” เธอยังยืนยัน
เขาก็หัวเราะแทนคำตอบเหมือนกันก่อนวางสายไป
สายสุดท้ายที่เขาจะคุยด้วย เขาต้องทำใจก่อน เพราะผู้หญิงเสียหายอย่างไม่มีอะไรต้องมาแก้ตัวเลย เขาเรียกให้แจ่มเอาหนังสือมาให้ดู และทันทีที่เห็นเขาก็ล้มตึงกับที่นอน
“ฉิบ- แล้วไง”
ขอบฟ้านอนเอามือก่ายหน้าผาก
เขาจะแก้ปัญหายังไงดี
ต้องแต่งงานชดเชยความผิดของเขากันเลยไหมนี่?
นอนเอามือก่ายหน้าผากข้างเดียวไม่พอ ต้องเอาอีกมือมาช่วยก่าย จะทำยังไงดีวุ้ย! จะพูดกับเธอยังไง ป่านนี้เธอมิถูกสื่อรุมเร้าจนเป็นประสาทไปแล้วหรอกหรือ งานการจะเสียหายหนักมากแค่ไหน ถึงเธอจะเคยแต่งงานและเลิกราไปแล้ว แต่ภาพพจน์ของเธอก็ดูดีมาตลอด ไม่เคยมีข่าววอแวกับใครแม้จะสวยเซ็กซี่ปานนั้น
ขอบฟ้าเอามือทุบหัวตัวเอง
“ไอ้ฟ้าเอ๊ย ไอ้ฟ้า ระยำจริงนะมึง” เขาก่นด่าตัวเอง
พลางถอนหายใจเฮือกก่อนจะโทรออก
“ไง ไอ้ช่างภาพคนดัง ดังใหญ่เลยนะมึง” เสียงปลายสายพูดกลั้วหัวเราะ
คนที่เขาโทรหาคือเบญจา เพื่อนที่สนิทที่สุด
“อือม์ เพิ่งเห็นข่าวนี่แหละ ทำอะไรไม่ถูกเลย” ขอบฟ้าเสียงอ่อย
นานๆ ทีเบญจาถึงจะเห็นขอบฟ้าเป็นอย่างนี้สักที ปกติเพื่อนรักคนนี้จะมั่นอกมั่นใจในตัวเอง แทบไม่เคยต้องขอคำปรึกษาใครในเรื่องใด ยกเว้นก็แต่เรื่องที่เปราะบางมาก และเขาคิดว่าต้องระมัดระวังที่จะปฏิบัติต่อคนอื่น เมื่อนั้นแหละขอบฟ้าถึงจะขอความเห็นเพื่อนฝูง
“ก็ลองโทรหาเค้าดูสิ”
“ก็คิดอยู่ แต่จะพูดว่าไงล่ะ เขาเสียหาย กูนึกไม่ออกเลยว่าจะรับผิดชอบยังไงดี”
“แต่งงานเลยสิ” เบญจาว่าพลางหัวเราะ
“ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลย”
คำตอบของขอบฟ้าเป็นจริงเป็นจัง เบญจาพยักหน้าหงึกหงัก เขาเข้าใจ
ถ้ารัก จะไม่มีปัญหาเลย คนอย่างขอบฟ้านึกถึงคนอื่นก่อนตนเองเสมอ เขาจะไม่มีวันทำให้อีกคนต้องลำบากหากเขาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่เกินไป
“เอาน่า อย่าเพิ่งเป็นกังวลเลย ฟ้า เดี๋ยวนี้ดาราเป็นข่าวแบบนี้เยอะแยะถมไป อ้างมุมกล้องก็ได้ว่ามุมกล้องมันบัง”
เขาตอบไปเท่าที่จะเคยได้อ่านข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองซี้ชั้วตอบไม่เข้าท่าเลยเมื่อขอบฟ้าว่า กูจะทำงั้นได้ไง
ใช่ ขอบฟ้าไม่เคยเป็นคนไม่พูดความจริง
เบญจาถอนหายใจ พลางชำเลืองตามองดอกหญ้าบัวที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอและเขารู้ข่าวนี้ดี หลังจากพาดปกนิตยสารกอสซิป มันก็กลายเป็นข่าวดังไปทั้งหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ และซอนย่าซึ่งเป็นคนที่ได้รับผลกระทบกับภาพที่ออกไปเต็มๆ ก็ทำได้เพียงเก็บตัวเงียบ ขณะที่ผู้จัดการส่วนตัวก็ออกมาให้สัมภาษณ์เพียงว่า ซอนย่ายังไม่พร้อมจะให้สัมภาษณ์ ต้องรออีกสักนิดหนึ่ง
ทั้งซอนย่าและขอบฟ้าเป็นคนนิสัยคล้ายกัน ซอนย่าเองก็ไม่เคยเป็นคนมดเท็จต่อการให้สัมภาษณ์ ความเป็นคนจริงของเธอทำให้เธอตรงไปตรงมาเสมอ เธอจะไม่อ้างว่าป่วยถ้าเธอยังไม่พร้อม อย่างมากก็เป็นเช่นที่ผู้จัดการบอกเท่านั้นว่า เธอยังไม่พร้อม
ล่วงมาเกือบสองอาทิตย์ สื่อหลายฉบับต่างพากันเล่นข่าวนี้อย่างสนุก ส่วนใหญ่จะพูดคล้ายกันว่าช่างภาพหนุ่มหนีหน้าไม่ยอมรับการติดต่อเพื่อหนีความรับผิดชอบ
เขาเองก็ไม่รู้จะให้คำปรึกษากับเพื่อนอย่างไรดี ตั้งแต่คบหากันมาก็ไม่เคยเจอะเจอปัญหาแบบนี้
“ลองปรึกษาวาดูหรือยังล่ะ”
“ยัง เขาบอกว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้นแหละ กูขี้เกียจคุยเลยวางหูไป”
“วา ทำงานด้านนี้เขาน่าจะให้คำแนะนำที่ดีได้”
“อื้อ”
เมื่อวางสายจากเบญจาเขาก็ตัดสินใจโทรหาวารุอีกครั้ง วารุแนะเขาว่าให้มาคุยกันที่นี่ แต่ก่อนอื่นให้โทรบอกซอนย่าก่อนว่าเขาไปไหนมา เขาไม่ได้หนีหน้าเพื่อให้เธอต้องแบกรับสถานการณ์แย่ๆ เพียงคนเดียว
ขอบฟ้าทำตามเพื่อนทั้งสองแนะนำอย่างว่าง่าย เวลานี้เขามืดมนต่อหนทางออก ต้องหาผู้ช่วยอย่างนี้แหละ
น้ำเสียงของซอนย่าดีอกดีใจไม่น้อย เธอบอกเขาว่าไม่เป็นไร เพียงแค่คิดหาวิธีที่จะแถลงข่าวเท่านั้นว่าจะพูดอย่างไรดี เธอรอแต่เพียงได้พูดคุยกับเขาก่อนเท่านั้น
“ผมจะไม่ปล่อยให้คุณเผชิญหน้ากับปัญหาคนเดียวหรอกนะ ซอนย่า ผมขอเวลาคิดสักนิด ผมเพิ่งกลับมา เพิ่งรู้ข่าว ยังคิดทำอะไรไม่ถูกเลย”
“ฉันเข้าใจ”
ซอนย่าน้ำเสียงอ่อนโยนมาก นั่นยิ่งทำให้ขอบฟ้าไม่สบายใจ เขารู้สึกผิดจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี ซอนย่าดีกับเขามาตลอดนับแต่รู้จักกัน ต่อให้เธอโด่งดังแค่ไหน เธอให้เกียรติและร่วมมือในการทำงานกับเขาอย่างดีทุกครั้ง ไม่เคยเลยที่จะอิดออด ติดต่อเธอมาถ่ายแบบเมื่อไหร่เธอก็พร้อมจะลัดคิวให้ถ้าหากเขาจำเป็น
“อดทนหน่อยนะ” เขาบอกได้เท่านั้น
“ไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันอยู่วงการนี้มานาน เรื่องแค่นี้เล็กน้อยมาก ฉันเป็นห่วงเธอมากกว่า เธอเคยอยู่แต่เบื้องหลัง ชีวิตมีความเป็นส่วนตัวมาตลอด แต่เพราะฉันถึงทำให้เธอพลอยวุ่นวายไปด้วย”
ขอบฟ้าหัวเราะ “บ้าหรือเปล่า ซอนย่า มันจะเป็นเพราะคุณได้ยังไง วันนั้นหากผมไม่ขอให้คุณทำแบบนั้น อะไรๆ ก็คงไม่เป็นแบบนี้”
“แล้วคุณเสียใจหรือเปล่า” ซอนย่าถามเสียงแผ่ว
“เสียใจสิ โคตรของโคตรเสียใจเลยล่ะ ชื่อเสียงของคุณป่นปี้เพราะผมแท้ๆ”
ซอนย่าสูดลมหายใจเข้าลึก เธอไม่ได้ต้องการคำตอบนี้
“เปล่า ฉันหมายถึง... เอ่อ...” ซอนย่าก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดีว่าเธอไม่ได้หมายความอย่างนั้น เรื่องข่าวไม่สำคัญเท่าความรู้สึกของเขา
“ฉันหมายถึง... อย่างฉันไงล่ะ ฉันไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป”
ขอบฟ้าเงียบไป
อะไรกันอีกนี่ เธอหมายความว่าอย่างไรกัน?
“ฉันเต็มใจที่จะทำ เธอเข้าใจใช่ไหม”
อีกครั้งที่ขอบฟ้าต้องเอามือทุบหัวตัวเองหนักๆ เหตุการณ์วันนั้นมันมีอะไรมากกว่าที่เห็นและเป็นอยู่อีกใช่ไหม?
ขอบฟ้าหลับตา รู้สึกหนักอึ้งเต็มที
“ซอนย่า เรื่องมันละเอียดอ่อนนะ เอาไว้เราค่อยคุยกันดีไหม เดี๋ยวผมจะไปหาวารุ เผื่อเธอจะแนะนำอะไรผมได้ เรื่องแบบนี้ผมไม่ประสาเลยจริงๆ”
“ค่ะ”
“แล้วผมจะโทรหานะ อย่าคิดมาก”
ซอนย่าวางโทรศัพท์ลง ไหล่ตก
เธอหมายความตามนั้นจริงๆ
สิ่งแวดล้อมภายนอกจะมีปฏิกิริยาต่อเธออย่างไรก็ตาม เธอไม่แคร์ เธออยู่ในวงการบันเทิงมาเกือบยี่สิบปี แกร่งพอจะรับมือกับข่าวพวกนี้ แต่ที่เธอแคร์จริงๆ คือ เขาต่างหาก
สิ่งที่จะสั่นคลอนจิตใจเธอที่สุดคือ เขา ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือคนทั้งโลก สิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมายสำหรับเธอสักนิด
วารุ เงยหน้าจากโต๊ะทำงานเมื่อประตูถูกผลักเข้ามา ขอบฟ้าดูสีหน้ายุ่งยากแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่นัก ผมเผ้าของเขายุ่งเหยิง คิ้วขมวดมุ่น วารุเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้
ดีแล้วล่ะ นี่น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่เธอจะได้ทำอะไรเพื่อเขาและรุกคืบเสียที ไม่อย่างนั้นหากต้องปล่อยให้เขาห่างออกไป ห่างออกไป อย่างนี้ สักวันเธอคงเสียเขาจริงๆ
“รอแป๊บนึงนะฟ้า”
วารุรีบเคลียร์งานบนโต๊ะ ก่อนจะไปนั่งข้างเขาที่เก้าอี้รับแขกตรงหน้าต่าง
“โอ๊ย คนอะไรน้อ ทำไมเนื้อหอมอย่างนี้” วารุอดแซวเขาไม่ได้
ขอบฟ้ายิ่งหน้าหงิกกว่าเดิม “วา! อย่ามาเล่นนะ ตอนนี้เครียดจะตายอยู่แล้ว เธอบอกให้มาฉันก็มานี่แหละ ไหนว่ามาซิว่าเธอคิดยังไง จะช่วยแก้ยังไง บอกมาเร็วๆ”
วารุหัวเราะกับอารมณ์เอาแต่ใจของเขา
“ฉันช่วยคิดได้ แต่ช่วยแก้ไม่ได้ คนแก้ต้องเป็นเธอ”
“ว่ามา คิดยังไง” ขอบฟ้าเสียงห้วน
วารุหัวเราะอีกครั้งกับท่าทีงุ่นง่านของเพื่อนสนิท เธอโยนหมอนในมือไปมาอย่างเย็นใจ
“เธอมีทางเลือกเดียวต้องออกมาแถลงข่าว และจะให้ดี ก็แถลงข่าวร่วมกันกับซอนย่า ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น”
ขอบฟ้าเดินหนีไปนอนโซฟาอีกครั้งพลางเอามือก่ายหน้าผาก
ทางเลือกเดียว
ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว
มันก็คงจะจริงเช่นนั้นแหละ
ขอบฟ้าถอนหายใจเฮือก
แล้วจะแถลงว่าไงเล่า บอกสื่อมวลชนว่าเขาแค่อยากพิสูจน์ว่าซอนย่ากอดเขาแล้วเขาจะรู้สึกอบอุ่นไหมน่ะหรือ โอย อย่าว่าแต่ประชาชนได้ยินแล้วจะอยากเตะเขาเลย ซอนย่าฟังแล้วก็คงอยากโดดถีบเขาเหมือนกัน
“แถลงว่าไงล่ะ” ขอบฟ้าเปรยเสียงอ่อย
วารุยักไหล่
“เธอก็ควรไปทำความตกลงกับซอนย่าซะว่าจะพูดอย่างไรดี”
ขอบฟ้าหลับตา ตกลงยายนี่มันช่วยเขาตรงไหนเนี่ย ทุกอย่างก็ยังหนักอกเหมือนเดิม
เฮ้อ!
“นอกจากนี้มีอะไรอีกไหมที่เธอคิดได้”
วารุสั่นหัวดิก “ไม่มี”
“ถ้าเธอคิดได้แค่นี้ เธอเรียกฉันมาถึงที่นี่ทำไม ยายหัวเหม่ง” ขอบฟ้าพาลใส่
วารุได้ยินคำต่อท้ายของเขาก็แทบกรี๊ด
“ว้าย! ไอ้บ้าฟ้า ไอ้มนุษย์น้ำแข็งปากร้าย”
เธอปาหมอนใส่เขาทันที
ขอบฟ้าค่อยหัวเราะออกมาได้ เมื่อหมอนโดนเข้าที่หน้าเต็มๆ ภาพเมื่อครั้งยังเด็กที่เขากับวารุเคยเล่นด้วยกัน เคยทะเลาะกัน ค่อยหวนกลับมา ตอนนั้นวารุไว้ผมยาว แม่ของเธอรวบผมไว้ข้างหลังเผยใบหน้าหมดจดเกลี้ยงเกลา แต่เขามักล้อเธอว่าเป็นยายหัวเหม่ง ฉายสปอตไลต์ทั้งวัน วารุก็จะโกรธ รีบด่าเขาว่าไอ้มนุษย์น้ำแข็ง เพราะเขาดูเย็นชาเกินเด็กวัยเดียวกัน
“ไปหาเบญจาดีกว่า ปรึกษาเธอแล้วดูไม่ค่อยจะได้อะไรเลย แต่ก็ขอบใจนะที่ช่วยชี้แนะ”
“อ้าว! จะไปไหน ตกลงกันแล้วนะว่าจะไปกินข้าวกัน ห้ามเบี้ยว”
“เออๆ ไม่เบี้ยว เธอพร้อมเมื่อไหร่ก็โทรมา ฉันจะไปหาจาแป๊บเดียว”
“ก็เนี่ย พร้อมแล้ว” วารุเสียงสูงใส่
จะต้องให้บอกอีกไหมเนี่ยว่าอุตส่าห์เร่งเคลียร์งานมาทั้งวันเพื่อให้เวลานายเต็มๆ โดยเฉพาะเลยนะ!
“ถ้างั้นเดี๋ยวจามันพร้อมแล้วจะโทรหานะ”
ขอบฟ้าเดินแกว่งแขนจากไปอย่างไม่ถนอมอารมณ์เธออย่างเช่นเคย วารุได้แต่หน้าบูด ขอบฟ้าก็เป็นอย่างนี้ประจำ
เดินออกจากห้องทำงานวา เขาก็เดินฉับๆ พอลงบันไดก็ทิ้งเท้าลงวิ่งเป็นจังหวะ ก้มหน้าก้มตาไม่มองใครจนกระทั่งมีเสียงเรียก
“พี่ฟ้า!”
เขาเงยหน้า เสียงนี้คุ้นเคยดี จำได้แม้ไม่ต้องหันมามอง
เธออมยิ้มยืนข้างเด็กหนุ่มที่ทำงานในแมชชิ่งสามคน เขาพอคุ้นหน้าคุ้นตาบ้าง เด็กทั้งสามรีบยกมือไหว้เขา
“สวัสดีครับพี่ฟ้า จำพวกผมได้ไหมครับ”
ขอบฟ้าพยักหน้า ยิ้มให้ “จำได้ๆ จำได้ทุกคน โอ้ ต๋อม โบ้ย มาทำอะไรที่นี่ล่ะ”
เด็กทั้งสามยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิมเมื่อเขาไล่ชื่อถูกทุกคน
“แหม พี่ความจำดีจังเลย พวกผมมาเอางานให้เซลล์ที่นี่ดูน่ะครับ”
สื่อสิ่งพิมพ์และการโฆษณาเป็นความเกี่ยวข้องที่ไม่สามารถแยกออกได้เลยสำหรับยุคนี้ ขอบฟ้าพยักหน้าหงึกหงัก หันมองห้องทำงานของเซลล์ที่อยู่ชั้นสามตรงนี้พอดี เฮ้อ! อะไรจะบังเอิญปานนั้นนะ ทำไมต้องมาเจอกันที่นี่ด้วย
“เธอก็เลยตามเขามา” ขอบฟ้าหันไปทักทายน้องสาวที่ยืนยิ้มให้เขาไม่วางตา
“หญ้าช่วยออกแบบเยอะเลยครับ พี่ฟ้า น้องสาวพี่เก่งมากเลยนะครับ หัวหน้ายังจีบๆ ไว้อยู่เลยว่าถ้าเรียนจบให้มาทำงานที่บริษัทเรา”
เด็กหนุ่มรีบเอ่ยชมเธอให้เขาฟัง
ขอบฟ้าเบะปากขำๆ “เก่งจริงง่ะ”
“พี่ฟ้านี่” ดอกหญ้าหน้าย่นใส่
“เอ้าไปกันเถอะ เดี๋ยวพี่จะไปหาเพื่อน” ขอบฟ้าหันไปบอกกับเด็กหนุ่มทั้งสาม
“พวกผมเสร็จการเสนองานแล้วครับ ว่าแต่หญ้าจะกลับพร้อมพี่ชายเลยไหม ยังไงพวกเราก็จะแยกย้ายกันกลับอยู่แล้วนี่”
ดอกหญ้ามองหน้าขอบฟ้า ทำท่าครุ่นคิด ใจจริงเธออยากกลับพร้อมเขาอยู่แล้ว ไม่ได้เจอกันตั้งสองอาทิตย์ เห็นเมื่อเช้าก็แค่แว้บเดียวต้องรีบออกมาทำงาน แต่ว่าหากเขาไม่ยินดี เธอก็ไม่ควรที่จะอยู่
ขอบฟ้าเห็นเธอลังเล ก็รู้ดีว่าเธอเกรงใจ
“กลับพร้อมกันสิ”
คำพูดนั้นคล้ายเขาได้เปิดประตูให้หลังจากที่เธอยืนอยู่นานไม่กล้าเคาะ และเป็นจริงดังคาด เธอยิ้มแฉ่งดั่งดอกไม้บาน
“ค่ะ”
“ดีแล้ว งั้นพวกเราจะขึ้นทางด่วนกลับบ้านทีเดียวเลย งั้นพวกผมลานะครับ”
เด็กหนุ่มทั้งสามยกมือไหว้เขาอีกครั้งก่อนที่มิวายจะหันมากำชับให้เขาไปเยี่ยมที่สตูดิโอของแมชชิ่งบ้าง หลายคนที่นั่นอยากเจอเขา รวมถึงเพื่อนที่เคยอยู่ชมรมโฟโต้จุฬาฯ ด้วยกัน
ขอบฟ้าเออๆ ออๆ ว่า ถ้าว่างจะแวะไป
เมื่อเด็กหนุ่มจากไป ขอบฟ้าก็ทิ้งตัววิ่งลงบันได้ตามเดิม ปล่อยให้ดอกหญ้าวิ่งตามลงมาติดๆ
“คุณจะไปไหน”
“ไปหาเบญจา”
ขอบฟ้าเดินลัดเลาะซอกมุมของอาคารบนชั้นสอง ผ่านแผนกกองบรรณาธิการนิตยสารหลายฉบับจนถึงห้องสุดท้าย ที่โปร่งตากว่าใครเพราะรับแสงจากสองมุม
“เธอไม่ได้เอารถมาหรอกหรือ ฟังพวกนั้นพูดเหมือนมารถคันเดียวกัน”
“เอามาค่ะ พวกเขาคงเห็นว่าคุณมาที่นี่เดี๋ยวก็ต้องกลับบ้านเดียวกันอยู่แล้ว เลยพูดอย่างนั้นกระมัง”
“เอามาก็ดีแล้ว เพราะฉันไม่ได้ขับรถมาเอง”
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“เครียด ไม่อยากขับรถ กลัวชน”
ขอบฟ้าเป็นคนรอบคอบและระมัดระวังเป็นนิสัยอยู่แล้ว หากเมื่อไหร่รู้ว่าตัวเองไม่สามารถเต็มที่ในการขับขี่เขาจะไม่ขับเด็ดขาด
บางที อาจเป็นเพราะอุบัติเหตุที่แม่ของเขาเสียชีวิตคราวนั้นที่ทำให้เขาเข้มงวดกับตัวเองและคนใกล้ตัวเสมอมา แม่ของเขาขับรถเร็วและมีความมั่นใจในตัวเองสูง แต่วันนั้นแม่ของเขาดื่มหนักกว่าปกติ เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นที่แม่หลับใน รถก็พลิกคว่ำ ชีวิตเขาและพ่อก็เปลี่ยนไปนับแต่บัดนั้น
“เค้าจะเป็นสารถีให้คุณเองค่ะ คุณบัญชาได้ทุกที่ที่ต้องการจะไป”
ดอกหญ้าเอ่ยเสียงอ่อนหวาน จนเขาอยากเขกกะโหลกเธอสักโป๊ก แต่ในห้วงอารมณ์อย่างนี้เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น เมื่อถึงห้องทำงานของนิตยสารที่เขาเคยอยู่ เขาก็ปรี่ไปที่ห้องช่างภาพ ปล่อยให้ดอกหญ้ายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างนอก ก่อนที่กบ น้ำน่าน จะเข้ามาทักทาย พร้อมกันกับตะตั้งที่เดินตัวปลิวออกจากห้องช่างภาพมาเมื่อขอบฟ้าบอกว่าเธอมาด้วย
“นางฟ้าของพี่ฟ้ามาเยี่ยมพวกเราอีกแล้ว ดีใจจังเลย” กบรีบวิ่งเข้าไปจับไม้จับมือ
“คุณหญ้าคุณสวยจริงๆ นะคะ ตะตั้งไปเอากล้องถ่ายรูปมาถ่ายให้พวกเราหน่อยสิ” กบรีบออกปาก ตะตั้งยังมาไม่ถึงตัวดอกหญ้าก็หันหลังกลับไปเอากล้องโดยดี
ทุกคนที่นี่อัธยาศัยไม่ตรีดีเหลือเกิน เธอไม่รู้สึกแปลกแยกหรือเคอะเขินเลยที่ถูกขอบฟ้าทิ้งให้อยู่อย่างนี้
ทุกคนต่างเข้ามาขอถ่ายรูปทั้งรูปหมู่ รูปเดี่ยว แม้กระทั่ง บ.ก. อ้วน ถึงขนาดเดินออกจากห้อง บ.ก. มาและขอชักภาพคู่ด้วย เล่นเอาทั้งกองเฮกันลั่น
“ภาพนี้จะขึ้นวอลเปเปอร์ของพี่ไปอีกหลายเดือน” บ.ก.อ้วนบอก ยิ่งทำให้เสียงเฮดังมากกว่าเดิม
“เหมือนโฉมงามกับอสูรไหมล่ะพวกเรา” น้ำน่านบอก
ทุกคนรีบเออออ ดอกหญ้าได้แต่หัวเราะตาม กอง บ.ก. ที่นี่ช่างดูสนุกสนาน เป็นกันเองเสียกระไร มิน่าพี่ฟ้าถึงรักที่นี่
“หญ้าบัวมาถ่ายรูปด้วยกันเร็ว!” บ.ก.อ้วนตะโกน สายตามองไปที่ประตู
ดอกหญ้าเหลือบสายตามองตาม หญิงสาวผมยาวหางม้าที่เพิ่งเดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามาในห้อง หน้าตาช่างน่ารักหมดจด เธอมองมายัง บ.ก. อ้วนและเห็นดอกหญ้ายืนอยู่ หญิงสาวก็ตาโต รีบวางเอกสารลงกับโต๊ะและเข้ามาร่วมถ่ายรูปหมู่ด้วย
“ได้ยินแต่คำเล่าลือและเห็นแต่ในหนังสือ ตัวจริงคุณดอกหญ้าสวย น่ารัก กว่ามากๆ เลยนะคะ”
หญิงสาวเอ่ยชมอย่างจริงใจ ดอกหญ้าได้แต่ขอบคุณ นึกถึงคำพูดเมื่อครู่ที่ บ.ก. เรียกเธอว่า “หญ้าบัว”
นี่ใช่ไหม คนที่ทำให้พี่ฟ้าอกหัก
ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำให้พี่ฟ้ารู้สึกเช่นนี้ได้ เธอคือคนแรก คนเดียว
ดอกหญ้าชำเลืองมองเธอ เธอดูธรรมดาเหลือเกิน แต่นี่ล่ะ คงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้พี่ฟ้าปักใจ
ก่อนที่ตะตั้งจะนับถึงสาม ดอกหญ้าก็เอื้อมมือโอบไหล่เธอไว้ เธออยากสัมผัสผู้หญิงที่เคยกุมหัวใจพี่ฟ้าไว้คนนี้
จากนั้นก็เป็นตะตั้งที่ขอถ่ายคู่บ้าง นานนับครึ่งชั่วโมงได้กว่าที่การถ่ายรูปจะเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย และตะตั้งก็ถอดการ์ดออกไปดูในคอมพิวเตอร์ ทุกคนกรูตามไปดู มีเพียงหญ้าบัวที่กลับไปยังโต๊ะทำงานของเธอ ดอกหญ้าจึงเดินตามไปห่างๆ รูปบนโต๊ะทำงานนอกจากรูปสองหนุ่มเล่นฟุตบอลกันแล้ว บัดนี้เพิ่มมาอีกรูป เป็นทารกน่ารักน่าชัง
“ลูกสาวหรือลูกชายคะ” ดอกหญ้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “น่ารักจังเลย”
“ลูกชายค่ะ”
“ชื่ออะไรคะ”
“ทะเล”
“จริงเหรอ” ดอกหญ้าอุทาน “ชื่อดีจังเลย แล้วชื่อจริงล่ะคะ”
“มีชื่อนี้ชื่อเดียวแหละค่ะ”
“ใครเป็นคนตั้งคะ ดูดีจังเลย”
“ก็ลุงเขาไง”
หญ้าบัวบุ้ยปากไปทางห้องช่างภาพ
“คุณฟ้าตั้งให้ พ่อของเขาโทรไปขอชื่อ ทำยังกะว่าเป็นคุณฟ้าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ ไม่ยอมตั้งเอง” หญ้าบัวอดกระแนะกระแหนสามีตัวเองไม่ได้
ดอกหญ้าหัวเราะ - นี่ พี่เบญจารักพี่ฟ้ามากขนาดไม่ยอมตั้งชื่อลูกเองเลยหรือ หรือว่าบางทีพี่เบญจาอาจจะรู้ว่าพี่ฟ้าชอบคุณหญ้าบัว เลยให้โอกาสในการตั้งชื่อลูกชาย
ดอกหญ้ารู้สึกแปลบๆ ในอก เมื่อหวนคิดขึ้นมาว่าขอบฟ้าเคยรู้สึกอย่างไรกับเธอคนนี้ เธอเป็นคนน่ารัก ไม่แปลกหรอกที่พี่ฟ้าจะหลงรัก พี่ฟ้าไม่ชอบผู้หญิงเฉิดฉายอยู่แล้ว เดาไม่ยากหรอก นี่แหละสเปคของเขาล่ะ
ดอกหญ้าพูดกับตัวเองอยู่ข้างใน สีหน้าของเธอหมองลงอย่างไม่ตั้งใจ
“คุณหญ้าเป็นอะไรหรือเปล่า” หญ้าบัวทักขึ้น
ดอกหญ้าสะดุ้ง และรีบฉีกยิ้ม “ปละ เปล่าค่ะ”
“เห็นเงียบไป”
ดอกหญ้าไม่รู้จะตอบอย่างไรจึงเกาหัวแก้เก้อ มองไปที่รูปของสองหนุ่มเตะบอลอีกครั้ง
“รูปนี้สวยดีนะคะ”
หญ้าบัวมองตามแล้วยิ้ม
“ค่ะ เราไปสัมมนากอง บ.ก. ที่ระยอง ไปกันคราวนั้นสนุกมากเลยค่ะ ทั้งอิ่มทั้งสนุกทั้งได้งาน หลังจากนั้นก็ไม่เคยสัมมนาสนุกเท่าครั้งนี้อีก อาจเพราะคุณฟ้าไปด้วยน่ะค่ะ บรรยากาศเลยดีมาก”
ดอกหญ้ามองภาพพลางจินตนาการเรื่อยเปื่อยว่าวันนั้นใครจะทำอะไรยังไงบ้าง สีหน้าของพี่ฟ้าดูเป็นอิสระเสรีดีเหลือเกิน
“ว่าไง คุณแม่ กลับมาทำงานได้แล้วเหรอ”
เสียงขอบฟ้าทักทายมาแต่ไกล ทำให้ดอกหญ้าหันมองตาม ดวงตาของขอบฟ้าเป็นประกายเมื่อมองมายังหญิงสาวผมหางม้า แววอ่อนโยนฉายฉานไม่อาจปกปิดได้
ดอกหญ้าขยับตัวหลีกทางให้ขอบฟ้าที่เดินมายืนหน้าโต๊ะ รอยยิ้มของหญ้าบัวที่มองมายังขอบฟ้าดูใสพิสุทธิ์
ดอกหญ้าเจ็บแปลบในใจอย่างบอกไม่ถูก กับเธอเขาพูดดีด้วยน้อยครั้ง แสดงออกอย่างนี้แทบไม่มีเลย
แม้จะชื่อเหมือนกัน แต่คนละความหมายอย่างสิ้นเชิง
เธอเทียบหญิงสาวธรรมดาๆ ตรงหน้าไม่ได้สักนิด
ดอกหญ้าบีบมือตัวเองที่มันสั่นไหว ข่มความร้าวรานลงไป พยายามมีสติกับภาพตรงหน้า แม้รู้ทั้งรู้ว่าคุณหญ้าบัวแต่งงานกับพี่เบญจาแล้ว มีลูกเป็นพยานอยู่ในกรอบรูปบนโต๊ะแล้ว แต่ทำไมยังเจ็บปวดอยู่เล่า
หรือมันก็คงเป็นเช่นนี้ คนมาทีหลังมักเจ็บปวดเสมอ เราเจ็บปวดกับอดีตของเขา กับเรื่องราวที่เขาฝังจำ งัดแงะแกะออกมาไม่ได้ ก้าวไปแทนที่ไม่ได้ เงาของคนมาก่อนบดบังความรู้สึกของเราเสียจนไฟริษยามันหวนมาลุกลามเผาตัวเราเสียเอง
(อ่านต่อฉบับหน้า)
|